ความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของไม้ดอกไม้ประดับ

2 ก.พ.

ปัจจุบันไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น  ทั้งนี้เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น  แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อม  ที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น  สวยงามน่าอยู่อีกด้วย  เช่น  มีการจัดสวน  ตกแต่งอาคาร  สถานที่  บ้านพักอาศัย  อาคารสำนักงาน  โรงเรียน  และสถานที่ต่าง ๆ  ให้เกิดความสวยงาม  ตลอดจนการใช้ไม้ดอก  ไม้ประดับ  ในการจัดตกแต่งประดับจานอาหาร  โต๊ะอาหารในภัตตาคารต่าง ๆ จึงเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้านับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น  และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่น ๆ  ดังนั้น  การปลูกไม้ดอกไม้ประดับจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ

ความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ

ไม้ดอกไม้ประดับมีความสำคัญ  ดังนี้

1.      สามารถทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม  การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ  สามารถทำ

เป็นอาชีพของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี  สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตปีละจำนวนมาก ๆ

2.      ทำให้สภาพแวดล้อมเกิดความร่มรื่นสวยงาม  การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ   ช่วยสร้าง

ความร่มรื่นสวยงามให้แก่สถานที่ต่าง ๆ  ให้น่าอยู่น่าอาศัย  สร้างความเพลอดเพลิน

3.      เป็นแหล่งวัตถุดิบทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น  อุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม

เครื่องสำอาง  อุตสาหกรรมด้านยารักษาโรค  ตลอดจนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น

4.      ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  เมื่อมีการรวมตัวกันผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

จำนวนมาก  ทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร  เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและส่วนรวมอีกทางหนึ่งด้วย

5.      ไม้ประดับสามารถส่งเป็นสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ  สร้างรายได้เป็น

มูลค่านับพันล้านบาทต่อปี เช่น การส่งออกกล้วยไม้ทั้งต้นและดอกไปขายยังต่างประเทศ เป็นต้น

6.      ใช้เป็นแหล่งทดลองทางวิทยาศาสตร์การเกษตร  ทำให้เกิดความเจริญด้าน

เทคโนโลยีการเกษตรมากยิ่งขึ้น

ความหมายของไม้ดอกไม้ประดับ

                ไม้ดอก  หมายถึง  พืชที่ปลูกขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากดอก  พืชชนิดนี้มีลักษณะดอกสวยงาม  มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่  ไม้พุ่ม  และไม้ล้มลุก  บางชนิดมีดอกสวยงามติดต้นนิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่  เรียกว่า ไม้ดอก เช่น ลั่นทม ยี่โถ ยี่เข่ง เข็ม ชวนชม ดาวกระจาย บานชื่น พุทธรักษา โป๊ยเซียน เป็นต้น  บางชนิดปลูกเพื่อตัดดอกนำไปใช้ประโยชน์โดยตรง เรียกว่า ไม้ตัดดอก เช่น กุหลาบ ดาวเรือง หน้าวัว เบญจมาศ ซ่อนกลิ่น ขิงแดง กล้วยไม้ เป็นต้น

                ไม้ประดับ  หมายถึง  พืชที่ปลูกขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากรูปร่าง รูปทรง สีสันของลำต้นและใบ พืชชนิดนี้จะมีรูปทรง รูปร่าง สีสีนของลำต้นและใบสวยงามแตกต่างกันไป  นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ทั้งในพื้นดินและในกระถาง มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก เช่น ปาล์มต่าง ๆ ข่อย สนชนิดต่าง ๆ ไทรยอดด่าง ฤาษีผสม เฟิร์นชนิดต่าง ๆ สาวน้อยประแป้ง ว่านกาบหอย เป็นต้น

ประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ

          1. แบ่งตามความต้องการแสงในการเจริญเติบโตสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1.1 พืชในร่ม  (indoor plants)  เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงต่ำ  ควรปลูกในที่ร่ม มี

แสงรำไร จะทำให้พืชมีการสังเคราะห์แสงดี อย่าให้ถูกแดดจัด  เพราะจะทำให้ใบไหม้และตายได้ เช่น เฟิร์นต่าง ๆ สาวน้อยประแป้ง  บอนสี เป็นต้น

1.2  พืชกลางแจ้ง (Outdoor plants)  เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงสูง จึงจะทำให้

ขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชทำได้ดี  พืชประเภทนี้จึงต้องปลูกกลางแจ้ง ถูกแดดจัดตลอดทั้งวัน เช่น กุหลาบ เข็ม ยี่โถ ดาวเรือง ดาวกระจาย ชวนชม เฟื่องฟ้า เป็นต้น

2. แบ่งตามลักษณะรูปทรงของลำต้น ใบ ได้แก่พรรณไม้ที่มุ่งเน้นความสวยงามที่รูปทรงของ

ลำต้น พุ่ม ใบ แบ่งได้ดังนี้

                2.1. ไม้ยืนต้น (Tree)  ส่วนมากเป็นพรรณไม้ที่ต้องขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีอายุยืนนานหลายปี มีดังนี้

                (1) ไม้ยืนต้นใบเลี้ยงคู่  ได้แก่  ไม้ให้ร่มเงา เช่น ประดู่แดง ประดู่บ้าน จามจุรี ทองกวาว คูณ นนทรีย์ ตะแบก เสลา พิกุล ลั่นทม ไทร ชงโค ฯลฯ  และไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษของลำต้น ใบ หรือทรงพุ่มสวยงาม เช่น เฟื่องฟ้าตอ โมกตอ ไม้ดัดไม้แคระ ซองออฟอินเดีย ฯลฯ

                (2)  ไม้ยืนต้นใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น จันทน์ผา ปาล์มชนิดต่าง ๆ (จั๋ง อินทผลัม ปาล์มน้ำมัน ตาล หมากเขียว หมกเหลือง หมากนวล ฯลฯ)

                2. 2 ไม้พุ่ม  (Shrub)   เป็นพรรณไม้ที่ส่วนมากจะขยายพันธุ์โดยวิธีการตอน   หรือ   ตัดชำ   ปลูกแล้ สามารถบังคับพุ่มได้    มี   2   กลุ่ม ดังนี้

            (1) ชนิดตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้  เช่น หูปลาช่อน ชบาด่าง นีออน ลิ้นกระบือ เข็มเชียงใหม่ เข็มพิษณุโลก บานบุรีพุ่ม ฯลฯ

                (2) ชนิดซอยบังคับทรงพุ่ม จะใช้กับพรรณไม้ที่ต้องการให้ออกดอก  และต้องการควบคุมความสูงของทรงพุ่ม เช่น เฟื่องฟ้า เข็มปัตตาเวีย เข็มมาเลเซีย เล็บครุฑ โกสน ฯลฯ

                 2.3 ไม้กอ  เป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการแยกหัว หน่อหรือเหง้า ได้แก่ ขิงแดง ข่าด่าง รางทอง เขียวหมื่นปี กล้วยกำมะหยี่ เสน่ห์ขุนแผน กาเหว่าลาย หนวดปลาดุก ม้าเวียน เศรษฐีไซ่ง่อน กำแพงเงิน กาบหอย สัปปะรดสี ฯลฯ

                 2.4 ไม้คลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นสั้นหรือลำต้นมีลักษณะเลื้อยยาวแผ่คลุมดินได้ดี เช่น มันเทศด่าง ผกากรองเลื้อย

                3. แบ่งตามความสวยงามหรือการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของพรรณไม้ แบ่งได้ดังนี้

                    3.1  พืชพรรณที่มีโคนต้นหรือรากสวยงาม เช่น ไทร โพธิ์ ชวนขม หมากเล็กหมากน้อย สนเลื้อย ฯลฯ

                    3.2 พืชพรรณที่มีลำต้นแปลกสวยงาม เช่น ไม้ดัดไม้แคระ ปาล์มชนิดต่าง ๆ  ฯลฯ

พรรณไม้ดอกไม้ประดับ

2 ก.พ.

บานเช้าสีนวล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Turnera Subulata G.E. Sm.

ตระกูล               Turneraceae

ชื่อสามัญ            Sage Rose

ถิ่นกำเนิด        อเมริกาเขตร้อน

ลักษณะทั่วไป

บานเช้าสีนวลเป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะของลำต้นเป็นทรงพุ่ม กึ่งเลื้อย แตกกิ่งชี้ขึ้นไปลำต้นสูงประมาณ
30 – 80 ซม.ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ ๆ สลับกัน ใบมนรี ปลายแหลม ขอบใบจัก ใบมีสีเขียวเข้มและดก
เป็นพุ่มหนาดอกนั้นจะเป็นดอกเดี่ยว ดอกมีสีเหลืองนวล กลางดอกแต้มสีน้ำตาลแดงเข้ม ลักษณะของดอก
เป็นหลอดสั้น ๆ ตรงปลายดอกจะแยกออกเป็น 5 แฉกดอกบานเต็มที่ประมาณ 3 – 4 ซม. ดอกจะ
บานใน
ช่วงเช้า พอตกกลางวันแดดจัดก็จะหุบ

ฤดูกาลออกดอก

ออกดอกตลอดทั้งปีแต่อาจมีดอกน้อยลงในช่วงฤดูฝน

สภาพการปลูก

บานเช้าสีนวลเป็นไม้ ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งแดดเต็มวันและแสงแดดรำไร

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดยเพาะมล็ด และการปักชำกิ่งหรือตอนกิ่ง

การปลูกและดูแลรักษา

นิยมปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นแปลง ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ต้องการน้ำปานกลาง
แม้จะทนร่มได้บ้าง แต่ก็จะให้ดอกน้อยลง จึงควรปลูกทางทิศตะวันออก เพื่อให้ได้แสงเต็มที่ในช่วงเช้า

ควรตัดแต่งปีละ 1- 2 ครั้ง เพื่อให้เป็นพุ่มแน่น หลังตัดแต่งควรบำรุงต้นด้วยการให้ปุ๋ยหรือปรับปรุงดินปลูก

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

บานเช้าสีเหลือง
ชื่อวิทยาศาสตร์Turnera Ulmifolia
ตระกูล               Turneraceae

ชื่อสามัญ            Sage Rose

ถิ่นกำเนิด        อเมริกาเขตร้อน

ลักษณะทั่วไป
บานเช้าเป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีลักษณะของลำต้นเป็นทรงพุ่ม แตกกิ่งชี้ขึ้นไปลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต
ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ ๆ สลับกัน ใบมนรี ปลายแหลม ขอบใบจัก ใบมีสีเขียวเข้มและดกเป็นพุ่มหนา
ดอกนั้นจะเป็นดอกเดี่ยว ดอกมีสีเหลืองเข้มเป็นมัน ลักษณะของดอกเป็นหลอดสั้น ๆ ตรงปลายดอกจะแยก
ออกเป็น 5 แฉก ดอกบานเต็มที่ประมาณ1.5 – 2 นิ้ว ดอกจะอยู่ทนได้เพียงวันเดียวแต่จะทยอยกันบานทำ
ให้ดูเหมือนดอกดกและทนอยู่ตลอดเวลา

ฤดูกาลออกดอก
ออกดอกตลอดทั้งปีแต่อาจมีดอกน้อยลงในช่วงฤดูฝน
สภาพการปลูก

บานเช้าสีเหลืองเป็นไม้ ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งแดดเต็มวันและแสงแดดรำไร

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดยเพาะมล็ด และการปักชำกิ่ง

การปลูกและดูแลรักษา

นิยมปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นแปลง ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ต้องการน้ำปานกลาง
แม้จะทนร่มได้บ้าง แต่ก็จะให้ดอกน้อยลง จึงควรปลูกทางทิศตะวันออก เพื่อให้ได้แสงเต็มที่ในช่วงเช้า

……………………………………………………………………………………………………………………………………..

ไม้ถักประดับ

วิธีการทำไม้ถักประดับ

สิ่งที่น่าภูมิใจของคนไทยโดยเฉพาะชาวสวนที่เป็นเกษตรกรปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับที่ได้นำเอาศิลปะมาประยุกต์
ประดิษฐ์ประดอยให้เกิดความสวยงาม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวเกษตรกรอย่างแท้จริง จากเป็นไม้ประดับ
ธรรมดานี้เอง ที่วางจำหน่ายขายตามร้านขายของชำประเภทไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป ดูแล้วมันก็เป็นไม้ธรรมดาที่
เห็นอยู่โดยทั่วไปนั้นเอง แต่เมื่อนำเอาจินตนาการในทางศิลปะ มาดัดแปลงต้นไม้ดอกไม้ประดับแปรรูปด้วยการ
ประยุกต์ไขว้กันไปมาแล้วตกแต่งกิ่งและใบเสียก็จะได้ไม้ถักที่มีความสวยงามแปลกตาแฝงด้วยความสวยและน่ารัก
ต้นไม้ที่นำมาถักนั้นมีหลายชนิด เช่น ต้นโกศลทุกชนิด,ต้นขาไก่, ต้นไทรทุกชนิด, ต้นชบา,ต้นรำเพย,ต้นพุทธจีบ

ขั้นตอนและการเตรียม

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมวัสดุ
จัดหาประเภทไม้ดอกไม้ประดับที่ตามที่ต้องการที่มีความสูงประมาณ 1ฟุตขึ้นไป ให้ทำการตกแต่งกิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปเลือกที่เฉพาะต้นที่มี
ความตรงมากที่สุด
ขั้นตอนทที่ 2 เตรียมอุปกรณ์
- กระถางดิน-พลาสติก ตามขนาดที่ต้องการ
- กรรไกร,เชือกฟาง,ปุ๋ยหมัก
- เก้าอี้สำหรับวางกระถาง ถ้าเป็นเก้าอี้หมุนได้จะเหมาะสมดีและสดวกในการทำ
-เก้าอี้สำหรับนั่งตัวเล็ก
-น้ำ

ขั้นตอนที่ 3 วิธีทำ
-นำกระถางมาวางไว้บนเก้าอี้ที่เตรียมไว้
-เอาปุ๋ยหมักมาเทใส่ลงไปในกระถาง
-นำต้นไม้มาริกิ่งใบออก ให้เหลือส่วนปลาย
-นำเอาถุงพลาสติกออก พร้อมทั้งเขย่าดินออกบ้างเพื่อสะดวกในการใส่กระถาง
-นำมามัดรวมกัน โดยประมาณ 3 – 4 หรือ 5ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้
- ได้จำนวน 12 มัด
-จากนั้นก็ฝังรากและโคลนลงในกระถาง ลักษณะเรียงเป็นแถวเดี่ยวกัน จำนวน 12 ต้น เป็นวงกลมรอบกระถาง
ขั้นตอนที่ 4 วิธีการถัก
-ให้ใช้มือรวบต้นไม้ที่เรียงไว้แล้วแยกออกจากกันเป็นสองส่วนแล้วจับไขว้ไว้ก่อนจึงใช้เชือกฟางมัดตรงบริเวณ
ไขว้กัน เพื่อใช้เชือกรัดส่วนที่ไขว้ ไว้ไม่ให้หลุด จากนั้นก็ไขว้ขั้นมาเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นให้มีเชือกรัดไว้เช่นเดิม
จนกว่าจะถึงยอด ชั้นสุดท้ายให้มัดตายตัวไปเลย เพื่อจะได้มีรูปทรงเหมือน เดิม จากนั้นให้แก้เชือกที่อยู่ชั้นล่าง
ออก ก้จะได้ต้นไม้ถักประดับครับ

การดูแลรักษา

การรดน้ำสำหรับไม้ถักประดับ ตามปกติแล้วต้นไม้จะมีอยู่ในกระถางเพียงหนึ่งหรือสองต้น แต่เมื่นำมาถักรวมกัน
แล้ว ในกระถางจะมีต้นไม้ถึง 20 ต้น หรือ 36 ต้น ก็มี ฉะนั้น การรดน้ำควรที่จะรดน้ำให้กับต้นไม้ในกระถางชุ่ม
และโชกเป็นพิเศษอาจจะ 1 – 2 วันต่อครั้ง ถ้าเป็นฤดูฝนไม่ควรที่จะรดน้ำให้บ่อย มากนัก ถ้าเป็นหน้าร้อนควรจะ
เพิ่มการรดน้ำให้บ่อยขึ้นเพราะต้นไม้ต้องการความชุ่มชื้นมากขึ้น สาเตุเพราะเวลากลางคืน ความร้อนจะดูดซึม
ซับเอาความเย็นในกระถางระเหยไป สำหรับปุ๋ยที่ใช็จะเป็นปุ๋ยชีวภาพ ที่มีกากน้ำตาลชนิดแกลลอน 1 ลิตร ปลาสดๆ
ที่เหลือจากขายตามท้องตลาตนำมาหมักเอาเนื้อที่ยุ่ย และวัชพืชจำพวกผักตบชวา หรือพืชใบผักชนิดต่างๆ ทุกชนิด
หอยเชอร์รี่ หรือจะใช้ปุ๋ยวิทยาศาตร์ 16 – 16 – 16

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

กล็อกซิเนีย

ชื่อวิทยาศาสตร์  Sinningia speciosa

ตระกูล                Gesneriaceae

ชื่อสามัญ             Gloxinia

ถิ่นกำเนิด           ประเทศบราซิล

ลักษณะทั่วไป

กล็อกซิเนียเป็นไม้เนื้ออ่อนล้มลุก พุ่มต้นสูงประมาณ 15-30 ซม. มีหัวใต้ดิน ใบสีเขียวสด รูปไข่ อวบน้ำ ขอบหยัก
มน มีขนทั่วใบ ใบผึ่งกางปรกกระถาง ดอกออกเป็นกลุ่มชูตั้งขึ้นเหนือกลุ่มใบ ดอกมีสีสด กลีบดอกเหมือนกำมะหยี่
มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกช้อน ขนาด 5 – 7 ซม. ดอกรูประฆัง ปลายแยก 5 – 12 กลีบ มีขนปกคลุม ดอกมีสีขาว ชมพู
อ่อน-เข้ม แดง ม่วง และสองสีในดอกเดียวกัน ทำให้ดอกสวยเด่น จำนวนดอกที่บานคราวหนึ่ง ๆ อาจมีตั้งแต่ 1 ดอก ไปจนถึง 12 ดอก หรือมากกว่า แล้วแต่พันธุ์และการดูแลรักษา

ฤดูกาลออกดอก

 ออกดอกตลอดทั้งปี ไม่มีกลิ่นหอม

สภาพการปลูก

เติบโตได้ดีในดินร่วนอมความชื้นแสงรำไรต้องการแสงสว่างไม่มากนักสามารถปลูกกล็อกซิเนียภายในบ้าน
เรือนโดยใช้แสงจากหลอดไฟก็เพียงพอแล้วเนื่องจากกล็อกซิเนียไม่ต้องการแสงแดดโดยตรงดินที่ใช้ควร
มีอินทรีย์วัตถุ สูง ๆ อาจใช้ทราย 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยคอกหรือขุยมะพร้าว 1 ส่วนก็ได้

การขยายพันธุ์

กล็อกซีเนียขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก และทำได้หลายวิธี แทบทุกส่วนของต้นนำไปขยายพันธุ์ได้หมด ด้วยกิ่งใบปักชำ
เมล็ดหัวฝอยจากดอก แต่นิยมกันมากที่สุด คือขยายพันธุ์ด้วยหัว

การดูแลรักษา

กล็อกซีเนียเป็นไม้ต้องการแสงแดดรำไรกินน้ำมากภายในกระถางควรชื้นตลอดเวลาการให้น้ำควรให้น้ำทางก้น
กระถางโดยให้น้ำจากจานรองกระถางซึมขึ้นไปหรือรดน้ำที่โคนต้นไม่ควรให้โดนดอกและใบเพราะทำให้น้ำขัง
ตามใบ ก็จะทำให้เน่าเป็นวงได้ เมื่อเริ่มเน่าเป็นวงที่ใบก็จะรามไปทั้งต้น ควรปลูกในกระถางลึก ประมาณ 4-5 นิ้ว
ไม่ควรใช้กระถางใหญ่กว่านี้

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ยังมีเพิ่มเติมอีกหลายชนิดยังไม่เสร็จสมบูรณ์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องค่ะ

ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ใบประดับในอาคาร

2 ก.พ.
ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ใบประดับในอาคาร

การเลี้ยงไม้ประดับในอาคารนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรนักหนา แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเลี้ยงหรือผู้ที่เลี้ยงมานานแล้ว แต่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ อาจประสบปัญหาได้เพราะการปลูกเลี้ยงไม้ประดับในอาคารนั้นใช่ว่าจะมีเพียงแค่การรดน้ำและการให้ปุ๋ยเท่านั้น แต่ยังมีข้อปลีกย่อยต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ที่จะนำท่านไปสู่ความสำเร็จในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับในอาคาร

ต่อไปนี้คือข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับในอาคารควรจะทราบ

1. การเลือกซื้อไม้ประดับ
2. ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อไม้ประดับ
3. ข้อปฎิบัติในการนำต้นไม้กลับบ้าน
4. ข้อปฎิบัติเมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้าน
5. ข้อควรคำนึงในการตั้งกระถางไม้ประดับ
6. ข้อควรจำในการรดน้ำต้นไม้
7. การดูแล่ต้นไม้ในฤดูร้อน
8. การทำความสะอาด
9. การทำหลักยึดเกาะ
10.การตัดแต่งกิ่ง
11. การรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้
12. อันตรายจากความงาม
13. การสังเกตอาการผิดปกติของไม้ประดับและการแก้ไข

1. การเลือกซื้อไม้ประดับ
ก่อนที่จะซื้อต้นไม้เข้ามาปลูกภายในบ้าน ควรจะต้องมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน ไม่ใช้ไปพบเข้าโดยบังเอิญและเกิดชอบใจก็ซื้อกลับบ้าน คุณจะต้องแน่ใจก่อนว่าสภาพแวดล้อมภายในบ้านเหมาะกับต้นไม้ชนิดที่ต้องการหรือไม่ ถ้าคุณเริ่มต้นที่จะปลูกต้นไม้เป็นครั้งแรก อาจเริ่มต้นโดยการซื้อต้นไม้ที่มีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศ เมื่อเลี้ยงให้รอดและเจริญเติบโตได้แล้วก็ค่อยเขยิบขึ้นไปทีละขั้นจนคุณมีความชำนาญ ค่อยหาพันธุ์ไม้ที่เลี้ยงยากมาปลูกการปลูปต้นไม้ภายในบ้านนั้นคุณต้องไม่ลืมว่าต้นไม้ต้องการแสง น้ำ อากาศ อุณหภูมิ ความชื้นและอาหาร เช่นเดียวกับต้นไม้ที่อยู่นอกบ้าน เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะซื้อต้นไม้เข้ามาประดับภายในบ้าน คุณต้องรู้ถึงความต้องการของต้นไม้ว่าต้นไม้ชนิดนั้นต้องการปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตมากน้อยบแค่ไหน เพราะต้นไม้แต่ละอย่างย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณอาจถามมาจากผู้ขายโดยตรงก็ได้

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือถ้าในบ้านของคุณมีเด็กหรือเลี้ยงสุนัข คุณตะต้องมีการเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าเสียก่อน เช่นกรณีที่คุณจะตั้งกระถางต้นไม้ไว้ที่พื้น คุณจะต้องหาพืชที่ทนทานต่อการเสียดสีหรือการจับต้องพอสมควร ส่วนต้นไม้ที่บอบบางเสียหายง่าย ควรจัดให้อยู่ในที่สูงหรือบริเวณที่จะไม่ถูกการจับต้องเสียดสีบ่อยนัก อีกข้อหนึ่งที่คุณไม่ควรจะลืมก็คือ คุณมีเวลาเหลือพอที่จะดูแลต้นไม้ที่คุณุซื้อมาปลูกบ้างหรือไม่ถ้าคุณพร้อมแล้วก็ไปเลือกซื้อต้นไม้มาประดับบ้านกันได้เลย

2. ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อไม้ประดับ
1. ควรซื้อจากร้านที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ หรือซื้อจากสวนที่ผลิตโดยตรง
2. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ตั้งขายอยู่นอกร้าน
3. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่มีตำหนิหรือร่องรอยของความเสียหายจากโรคและแมลง
4.ตรวจดูกระถางและกันกระถางให้ดีอย่าเลือกต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางที่มีรอยร้าวหรือแตกอย่างเลือกต้นไม้ที่รากโผล่ออกมาจากรูก้นกระถาง
แล้วเป็ฯอันขาด เพราะทั้งสองอย่าง่นี้จะทำให้เกิดความเสียหายในขณะเคลื่อนย้ายได้
5. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ดินในกระถางแฉะ เพราะนั้นแสดงว่าน้ำในกระถางไม่สามารถระบายออกไปได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหารากและโคนเน่าได้
6. ในกรณ๊ที่เป็นไม้ดอก ควรเลือกเอาต้นที่ดอกกำลังตู่มเต็มที่ยังไม่บาน
7. จะต้องดูจนแน่ใจว่าต้นไม้ที่ซื้อนั้นไม่มีร่องรอยหรือตำหนิใด ๆ เลย
8. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ใบเหี่ยว ใบลู่ลง หรือได้รับความเสียหายเป็นอันขาด
9. ไม่ควรซื้อต้นไม้เพราะเห็นว่าราคาถูกเป็นอันขาด
10. ขณะนำต้นไมักลับบ้าน ควรระมัดระวังอย่าให้ต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนโดยเด็ดขาด
3.ข้อปฎิบัติในการนำต้นไม้กลับบ้าน
การนำต้นไม้ที่ซื้อมาแล้วกลับบ้านมีหลักปฎิบัติดังนี้
1. อย่าขนถ่ายต้นไม้ในวันที่มีลมแรง ฝนตกหนักหรืออากาษร้อนมาก ๆ
2.ถ้านำต้นไม้บรรทุกรถยนต์กลับบ้าน ควรยึดต้นไม้ไว้กับต้วรถให้แน่น อย่าให้ล้มหรือตะแคงได้
3. ต้นไม้ที่มีใบยาว ๆ หรือใบใหญ่มากควรใช้เชือกมัดรวบเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากลม
4. รถยนต์ที่จะขนถ่ายต้นไม้ควรมีหลังคาเพื่อกันแดด ลมและฝนด้วย
5. ในกรณีที่ใช้รถกระบะที่ไม่มีหลังคาขนต้นไมั ควรใช้ตาข่ายหรืออวนคลุมต้นไม้ไว้เพื่อไม่ให้ลมตีใบไม้เสียหายขณะเดินทาง (ปัจจุบันใช้ซาแรน)
6. ควรขนถ่ายต้นไม้ในตอนเช้าและตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อน
7. เมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้าน ควรวางไว้ในที่ร่มเย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก
8. อย่ารดน้ำต้นไม้ทันทีที่นำมาถึง ควรให้ต้นไม้ได้ปรับตัวเอง ให้เข้ากับสภาพอากาศภายในบ้านสักพักหนึ่งก่อน
4. ข้อปฎิบัติเมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้าน
1. อย่าให้น้ำทันทีที่ต้นไม้มาถึง ควรนำต้นไม้ไปตั้งไว้ในที่ร่มเย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. ในระยะแรกควรให้น้ำแต่น้อย อย่าให้มากจนแฉะขัง
3. เมื่อต้นไม้สามารถปรับตัวได้แล้วคือประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงนำไปวางไว้ในตำแหน่งที่ต้อง
4. ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
5. อย่าพึ่งให้ปุ๋ยใด ๆ แก่ต้นไม้เป็นอันขาด
6. อย่ากระทำการใด ๆ กับต้นไม้ที่ใบและดอกร่วง นั้นคือผลจากการกระทบกระเทือนในขณะที่ขนต้นไม้มาบ้าน
7. เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้ดีแล้ว คือประมาณ 30-50 วัน จึงให้ต้นไม้ได้รับแสงแดดบ้างในช่วงเช้าที่แดดไม่ร้อนจัดจนเกินไป
5. ข้อควรคำนึงในการตั้งกระถางไม้ประดับ
1.ไม่ควรตั้งกระถางไม้ประดับในที่ที่มีลมพัดแรงๆหรือมีไอร้อนหรือไอเย็นพัดผ่านออกมาอยู่ตลอดเวลาเพราะไม้ประดับส่วนมากไม่ชอบลมโกรกหรือ
มีอุณหภูมิสูง เนื่องจากจะมีการะเหยของน้ำออกมามากจนต้นไม้นั้นเหี่ยวเฉาตายได้
2.ต้องสังเกตหรือพิจารณาถึงแสงแดดหรือแสงสว่างเพราะไม้ประดับนั้นมีความต้องการแสงที่แตกต่างกันบางชนิดที่ต้องการแสงมากก็อาจตั้งไว้ใกล้กับ
ประตูหน้าต่างหรือในที่ที่แสงสว่างส่องมาได้มากแต่บางชนิดที่ต้องการแสงน้อยก็ไม่ควรวางใกล้กับประตูหรือหน้าต่าง
3.ไม้ประดับที่มีกิ่งก้านเป็นพุ่มและต้องการเนื้อที่มากใม่ควรนำมาตั้งประดับใกล้กับทางเดินหรือทางเข้าออกเพราะจะทำให้กีดขวางต่อการสัญจรไปมา
และอาจเป็นอันตรายต่อต้นไม้นั้นได้
4. ไม่ควรนำสิ่งใดมาผูกมัดกับไม้ประดับในกระถาง เพื่อตกแต่งประดับประดาสถานที่เป็นอันขาด
5. การใช้ไม้ประดับเพื่อตกแต่งภายในอาคารนั้น จำเป็นต้องมีไม้เพื่อสับเปลี่ยนไม่ควรใช้ไม้ประดับชุดเก่านานเกินไป เพราะจะทำให้โทรมได้
6. กระถางไม้ประดับนั้นควรจะมีจานรองก้นกระถาง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกจากรูกระถาง จนก่อให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะ
7.ไม้ประดับที่ใช้ในอาคารนั้นควรมีความสูงไม่เกิน 6 ฟุต เพราะจะทำให้รก นอกจากจะเป็นอาคารที่มีหลังคาสูง
8.ควรระวังอย่าให้ไม้ประดับในกระถางรกเป็นอันขาดเพราะอาจเป็นที่ซุกซ่อนของสัตว์ร้ายเช่นงูหรือเป็นที่อยู่ของยุงและไม่ควรใช้ยาปราบศัตรูพืช
กับไม้ประดับับในอาคาร
9. อย่าลืมว่าไม้ประดับที่อยู่ในกระถางนั้น ก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกรง นอกจากจะให้น้ำแล้ว ยังจะต้องไม่ลืมให้อาหารคือปุ๋ยอีกด้วย
10 การรดน้ำไม้ประดับที่อยู่ในอาคาร ควรรดแต่เฉพาะที่โคนต้น
6. ข้อควรจำในการรดน้ำต้นไม้
1. ควรรดน้ำต้นไม้ในตอนเช้าหรือตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อน
2. น้ำที่ใช้รดไม่ควรใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็นรด
3. ต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่ควรรดน้ำให้มาก เพราะพืชที่มีใบใหญ่จะมีการคราบน้ำมาก เพราะฉนั้นจึงต้องการปริมาณน้ำมากเพื่อทดแทนน้ำที่เสียไป
4.ต้นไม้ขนาดเล็กที่ปลูกอยู่ในกระถางใบใหญ่อย่ารดน้ำให้มากตามขนาดของกระถางเพราะต้นไม้ไม่สามารถที่จะรับได้หมดและถ้าหากระบายไม่ทัน
อาจทำให้เกิดอาการรากเน่าได้
5. อย่ารดน้ำลงบนบริเวณดอกหรือใบในขณะที่แสงแดดร้อนจัด
6. ในฤดูหนาวไม่จำเป็นต้องรดน้ำมาก รดแค่เดือนละสองครั้งก็พอ
7. การรดน้ำแต่ละครั้งควรรดให้ชุ่มโชก แต่อย่ารดนานเกินไป
8.ต้นไม้บางชนิดมีใบบอบางเกินกว่าที่จะทนการรดน้ำที่แรงๆได้ควรยกกระถางไปแช่น้ำโดยให้ระดับน้ำเสมอกับระดับผิวดินแช่ไว้จนแน่ใจว่าน้ำชึม
เข้าดีแล้วจึงยกกระถางขึ้นจากน้ำ
9. อย่ารดน้ำให้ขังอยู่บริเวณส่วนยอดของต้นไม้ นอกจากต้นไม้จำพวกสับประรดสี ที่มึวามสามารถเก็บน้ำไว้ทรงบริเวณยอดได้
7. การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน
ในฤดูร้อนนั้นอากาศมีอุณหภูมิสูงมาก และพืชก็จะมีการคายน้ำสูงขึ้น ถึงแม้ว่าผู้ปลูกจะให้น้ำมากเพียงใดก็ตาม รากของพืชก็ไม่สามารถทำจะดูดน้ำได้ทันกับอัตราการคายน้ำของพืชในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมาก ๆ เราจะสังเกตเห็นใบของไม้ประดับที่เคยสวยงามของเราหมองและไม่สดชื่นมีชีวิตชีว่าเอาเสียเลย แต่เหตุการณ์แบบนี้เราสามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ1. หมั่นฉีดพ่นน้ำให้กับต้นไม้อย่างสม่ำเสมอเป็นการเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อให้ต้นไม้คงความสดชื่นไว้ได้
2. นำถาดใส่น้ำมาวางไว้ใกล้ ๆ กับต้นไม้หรือวางไว้ใต้กระถางโดยมีก้อนหินหรือภาชนะคว่ำรองก้นกระถางไว้ไม่ให้น้ำท่วมถึงก้นกระถาง
เพื่อให้น้ำระเหยเป็นไอขึ้นมาลอยอยู่รอบ ๆ ต้นไม้
3.นำพืชหลายชนิดมาวางรวมกันอยู่ในภาชนะที่มีขนาดใหญ่เป็นกลุ่มๆเพื่อให้ไอน้ำที่เกิดจากการคายน้ำและไอน้ำจากดินในกระถางของพืชแต่ละต้น
ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของกันและกันไว้ ในการเลือกเอาต้นไม้มารวมกันนี้ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่พืชต้องการนั้น จะต้องใกล้เคียงกันมากที่สุด
4.ในช่วงที่อากาศร้อนจัดของฤดูร้อนอาจช่วยให้ต้นไม้รอดตายได้ด้วยการยกกระถางต้นไม้มาฝังดินไว้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่รอจนกระทั่งฤดูร้อน
ผ่าน ไปจึงค่อยยกกระถางกลับเข้ามาไว้ในบ้านเดิม

วิธีการฝังกระถางนั้นจะไม่ฝังจนกระทั่งจมหมด แต่จะเหลือส่วนที่เป็นคอของกระถางไว้ให้อยู่เหนือดิน

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับภายนอกอาคาร

2 ก.พ.
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับภายนอกอาคาร

ส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จัดได้ว่าเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับที่ยังไม่มีความชำนาญ ซึ่งคำแนะนำที่นำมาลงนี้ผู้เขียนได้คัดเลือกแล้วและเห็นว่าคำแนะนำสี่ข้อต่อไปนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านมากที่สุด คำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ประดับภายนอกอาคาร ที่สำคัญมีดังนี้ คือ
1. การเลือกซื้อไม้ประดับ
2. คำแนะนำเมื่อนำต้นไม้กลับบ้าน
3. คำแนะนำเมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้าน
4. คำแนะนำในการปลูกไม้ประดับภายนอกอาคาร

การเลือกซื้อไม้ประดับ
ในกรเลือกซื้อต้นไม้มาปลูกนั้น ผู้ที่ไม่เลือกซื้อจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของพันธุ์ไม้นั้น ๆ พอสมควรและในการไปเลือกซื้อ ผู้ซื้อจะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในการพิจารณาเลือกซื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง
หลักในการพิจารณาเลือกซื้อไม้ประดับมีดังนี้คือ
  1. ควรซื้อจากร้านที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้หรืออาจจะซื้อจากสวนที่เกษตรกรผลิตโดยตรง
2. ไม่ควรซื้อต้นไม้เพราะเห็นว่าราคาถูกโดยไม่ตรวจดูให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน
3. ก่อนซื้อต้นไม้ควรถามผู้ขายและขอคำแนะนำจนเป็นที่แน่ใจเสียก่อน
4. การซื้อต้นไม้ขนาดใหญ่ ใบของต้นไม้นั้นจะต้องไม่เหี่ยวลู่หรือร่วงหล่นจนหมด
5. กรณีที่จะซื้อไม้ดอก ควรเลือกเอาต้นที่ดอกกำลังตูมไม่บาน
หลักในการเลือซื้อไม้ประดับนี้ อาจจะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพันธุ์ไม้และขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่จะนำไปปลูกด้วย
คำแนะนำในการนำต้นไม้กลับบ้าน
หลังจากที่ท่านเลือกซื้อต้นไม้ที่ต้องการได้แล้ว อันดับต่อมาก้คือการนำเอาต้นไม้ที่ซื้อแล้วกลับบ้าน การนำต้นไม้กลับบ้านนั้น ถ้าเป้นต้นเล็ก ๆ ต้นหรือสองต้นก็อาจถืกลับบ้านเองได้ แต่ในกรณีที่ซื้อต้นไม้ขนาดใหญ่หรือซื้อทีละหลาย ๆ ต้น การขนส่งต้องใช้รถยนต์ขน ดังนั้นการที่จะป้องกันไม่ให้ต้นไม้ได้รับอันตรายหรือได้รับอันตรายน้อยที่สุด มีวิธีการปฎิบัติดังนี้คือ
   1. ไม่ควรขนถ่ายต้นไม้ในวันที่มีลมแรงมีพายุฝนหรืออากาศร้อนมาก ๆ
2. ถ้านำต้นไม้บรรทุกรถยนต์กลับบ้าน ควรมีการยึดเกาะต้นไม้ไว้กับตัวรถให้แน่นอย่าให้ล้มหรือตะแคงได้
3. ต้นไม้ที่มีใบยาวหรือใบแผ่กว้าง ควรทำการรวบและใช้เชือกมัดรวบเข้าด้วยกันหรืออาจจะใช้กระสอบคลุมทับอีกทีหนึ่งก็ได้
เพื่อป้องกันแดดและลม
4. รถยนต์ที่จะใช้ในการขนถ่ายต้นไม้ควรเป็นรถที่มีหลังคาเพื่อป้องกันแดด ลมและฝนได้ด้วย
5. กรณีที่ใช้รถกระบะที่ไม่มีหลังคาขนต้นไม้ ควรใช้ตาข่ายหรออวนคลุมต้นไม้ไว้ เพื่อไม่ให้ลมตีใบไม้เสียหายขณะเดินทาง
(ปัจจุบันนิยมใช้ซาแรน เพราะมีน้ำหนังเบาและกรองแสงได้ดีกว่า)
6. ควรทำการขนถ่ายต้นไม้ในตอนเช้าหรือตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อน
คำแนะนำเมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้าน

เมื่อนำต้นไม้กลับมาถึงบ้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพักต้นไม้เหตุที่ต้องมีการพักต้นไม้ก็เพราะว่าในกรเดินทางนั้น ต้นไม้อาจได้รับความกระทบกระเทือน โดยลำต้นอาจจะมีการโยกคลอนหรือใบอาจเฉาอันเนื่องมาจากการคายน้ำระหว่างการเดินทาง ดังนั้นเมื่อนำต้นไม้มาถึงบ้านแล้ว ควรปฎิบัติดังนี้คือ

1. นำต้นไม้ไปตั้งว้ในร่ม เย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวกและไม่มีลงโกรก
2. อย่าให้น้ำแกต้นไม้ทันที ที่นำมาถึง
3. เมื่อให้น้ำควรให้ทีละน้อย ๆ แต่ให้บ่อยครั้ง รอจนต้นไม้ตั้งตัวได้ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ จึงให้น้ำอย่างเต็มที่แต่อย่าให้น้ำจนกระทั่งขังแฉะ
ในระยะนี้ควรนำต้นไม้มาให้ได้รับแสงแดดทุกวัน โดยเพิ่มระยะเวลากรรับแสงแดดขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถตั้งไว้กลางแจ้งได้ทั้งวัน
4. ในกรณีที่ซื้อมามาก ๆ อาจนำไปตั้งไว้ใต้ต้นไม้ที่มีร่มเงาและมีแสงแดดรำไรก็ได้
5. เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้ดีแล้ว จึงนำไปปลูกเป็นไม้ประดับตามที่ต้องการต่อไป

 

คำแนะนำในการปลูกไม้ประดับภายนอกอาคาร
ก่อนที่ท่านจะนำเอาไม้ประดับมาปลูกในบริเวณบ้านของท่านนั้น ท่านจะต้องทราบเสียก่อนว่าพันธุ์ไม้ที่นำมานั้นเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นใดมาก่อนมีความต้องการปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่จะใช้ในการดำรงชีวิตและเจริญเติบโตมาก้อยแค่ไหน เมื่อท่านทราบถึงความต้องการและปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต่อไม้ประดับของท่านแล้ว ขั้นต่อไปก็จะเป็นการปลูกไม้ประดับ ซึ่งมีวิธีการปฎิบัติดังต่อไปนี้คือ

1. เลือกดินที่มีความเหมาะสมกับความต้องการพันธุ์ไม้ประดับที่จะปลูก
2. การขุดหลุมปลูกนั้นให้พิจารณาถึงขนาดของพืช โดยพิจารณากลุ่มราก ขนาดของทรงพุ่ม ประกอบด้วย
3. ขุดดินขึ้นมาแล้วให้แยกดินส่วนบนหรือหน้าดินและดินส่วนล่างไว้ต่างหากกันคนละกอง โรยปูนขาวให้ทั่วทั้งหลุมและดินที่กองไว้
แล้วตากแดดเอาไว้ก่อนประมาณ 2 สัปดาห์
4. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือจะใช้ใบไม้แห้งผสมกับปุ๋ยคอกเก่า ๆ แทนก็ได้
5. นำดินส่วนบนลงไปแล้วคลุกให้เข้ากันกับปุ๋ย
6. นำพันธุ์ไม้ที่ต้องการจะปลูกวางลงไป จัดให้ตรงอย่าให้เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหาไม้มาปักลงไปในหลุ่มเพื่อยึดต้นไม้ไว้
7. นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ๆ มาผสมคลุกเคล้ากับดินอีกกองที่เหลือซึ่งเป็นดินล่าง ใส่ลงไปในหลุมแล้วกดให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม
8. ถ้าหากปลูกในหน้าแล้งควรทำคันดินเพื่อให้เก็น้ำที่คนต้นด้วยแต่ถ้าหากเป็นหน้าฝนควรพูนดินที่โคนต้นให้สูขึ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
9. กรณีที่ปลูกไม้ประดับที่มีขนาดใหญ่แล้ว เช่น ปาล์ม ควรตัดใบออกบ้าง
10. พันธุ์ไม้ที่เพิ่งจะย้ายออกมาจากเรือนเพาะชำ ควรจะทำร่มเงาให้บ้าง
เมื่อปลูกเสร็จแล้วผู้ปลูกควรจะต้องให้ความดูแลเอาใจใส่บ้างในระยะแรกจนกว่าไม้ประดับที่ปลูกจะตั้งตัวได้

การขยายพันธุ์

2 ก.พ.

การขยายพันธุ์ คือการเพิ่มจำนวนหรือปริมาณของพืชที่เราต้องกรรให้มากขึ้น การขายพันธุ์นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. การขยายพันธุ์โดยใช้เพศ ได้แก่ การเพราะเมล็ดหรือสปอร์
2. การขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ ได้แก่ การใช้ส่วนต่างๆ ของพืช เช่น การตอน การตัดชำ การทาบกิ่ง การต่อกิ่ง การแยกหน่อ ฯลฯ
ในการขยายพันธุ์ไม้ประดับนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากพืชประเภทอื่นเลยแต่ทั้งนี้และทั้งนั้นในการขยายพันธุ์ไม้ประดับ
ก็จะต้องพิจารณาถึงชนิดและประเภท
ของพันธุ์ไม้ด้วย สำหรับวิธีขยายพันธุ์นั้นมีอยู่มากมายหลายชนิดแต่วิธีที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ถือเป็นวิธีขยายพันธุ์ที่ง่ายได้ผลดีและได้รับความนิยมกันมาก
ได้ก่ การเพาะเมล็ด การตอน การตัดชำและการแยกหน่อ

การเพาะเมล็ด
การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดนั้นนั้น ถือว่าเป็นการขยายพันธุ์ที่ง่ายและประหยัดที่สุด เพราะไม่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์มาก ก่อนที่เราจะเพาะเมล็ดนั้น เราจะต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพืชที่จะเพาะมีลักษณะแบบไหน เช่น มีการฟักตัวหรือไม่ เปลือกหนาหรือเลือกบางแค่ไหน ควรเพราะตอนที่สดอยู่หรือจะต้องตากให้แห้งก่อน ในการเพราะเมล็ดนั้นเราจะต้องเข้าใจว่า เมล็ดพืชแต่ละชนิดจะมีอายุการงอกที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดสามารถที่จะงอกได้ภายใน 2-3 วัน แต่บางชนิดกว่าจะงอกได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีก็มี โดยเฉพาะเมล็กของพืชที่มีการฟักตัวหรือเมล็ดที่มีเปลือกหนาและเป็นมันจนความชื้นไม่สามารถที่จะชึมผ่านเข้าไปได้ ดังนั้นารเพาะเมล็ดพวกนี้จะต้องอาศัยเทคนิคเข้าช่วยโดยอาจใช้การฝน การถู การเจาะรูหรือการนำไปลวกในน้ำร้อน เพื่อทำลายการฟังตัวและให้ความชื้นซึมผ่านเข้าไปได้ เมล็ดจะได้งอกเร็วขึ้น
วัสดุที่ใช้ในการเพาะชำนั้นจะต้องมีความร่วนซุยและอุ้ม้ำได้ดี โดยส่วนมากจะใช้ถ่านแกลบ ทรายน้ำจืดและดินร่วน ในกรณีที่ใช้ถ่านแกลบควรจะใช้น้ำล้างหรือแช่น้ำ เพื่อล้างความป็นด่างออกเสีย่อน โดยอาจผสมทรายกับถ่านแกลบหรือใช้ทั้ง 3 อย่างก็ได้ โดยใช้อัตราส่วน ทราย1 ส่วน ถ่านแกลบ 1 ส่วนและดินร่วน 1 ส่วน นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่ในภาชนะซึ่งอาจเป็นกระบะไม้ทรงตื้น สุงประมาณ 4-5 นิ้ว (กระบะที่ใช้จะต้องมีรูเพื่อให้น้ำระบายออกได้ด้วย) หรือจะใช้ตะกร้าพลาสติกทรงตื้นพิมพ์รองก้นตะกร้าก่อนจะใส่วัสดุเพาะชำลงไป เพื่อันไม่ให้น้ำระบายออกเร็วเกินไป ในการใส่วัสดุเพาะเมล็ดนี้ จะต้องใส่ให้ต่ำกว่าขอบภาชนะประมาณ 1 นิ้ว การเพาะเมล็ดอาจให้วิธีการโรยก็ได้ถ้าเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ เช่น เมล็ดปาล์ม หรือหมาก อาจขุดร่องเพาะเป็นแถวหรือขุดหลุมเพาะก็ได้ เมื่อใส่เมล็ดลงไปแล้ว ควรใช้วัสดุเพาะกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 1 ซ.ม.คลุมทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกที เพื่อกันไม่ให้เมล็ดถูน้ำพัดพาไปแล้วจึงรดน้ำรอจนเมล็ดงอกจึงเปิดกระดาษออกนำไปตั้งไว้ในที่ร่มรำไรอย่าให้ถูกแสงแดดจัด พอเจริญเติบโตจนมีใบจริงแล้วจึงย้ายออกไปชำเพื่อเตรียมปลูกต่อไป

1. โรยเมล็ดลงบนวัสดุชำ ให้เมล็ดห่างกันพอสมควร

2. กลบด้วยวัสดุเพาะชำให้หนาประมาณ 1 นิ้ว

3. รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอรอจนเมล็ดงอกดีแล้วจึงย้ายไปปลูกต่อไป

การตอน
การตอน คือการทำให้กิ่งหรือลำต้นของพืชที่เราต้องการ ออกรากในขณะที่ยังติดอยู่กับต้นเดิม การขยายพันธุ์ดดยการตอนนั้นมีอยู่หลายแบบหลายวิธีด้วยกัน แต่ที่จะแนะนำนี้เป็นวิธีการตอนโดยไม่ใช้ดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้เพาะและขยายพันธุ์ไม้ประดับ โดยการใช้ขุยมะพร้าวแทนดิน ซึ่งมีวิธีปฎิบัติง่าย ๆ ดดยนำขุยมะพร้าวมาแช่น้ำไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำไปบรรจุในถุงพลาสติกขนาด 4 X 6 นิ้ว แล้วรัดปากถุงให้แน่น หลังจากนั้นจึงทำการควั่นกิ่งที่ต้องการจะตอน (กิ่งที่จะตอนควรเป็นกิ่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไปหรือเป็นกิ่งที่มีอายุประมาณ 1 ปี) ดดยควั่นให้เป็นรอยห่างกัน เท่ากับเส้นรอบวงของกิ่งแล้วแกะเอาเปลือกออก ใช้มีดขุดบริเวณรอบควั่นเพื่อเอาเยื่อเจริญออก โดยขุดจากบนลงล่าง ถ้าต้องการให้รากออกเร็วจะใช้ฮอร์โมนเร่งราก ทาก็ได้ โดยทาบริเวณรอยขูดด้านบน เมื่อเสร็จจากการควั่นกิ่งแล้ว นำถุงบรรจุขุยมะพร้าวมากรีดตามยาว การกรีดต้องกรีดให้ลึกลงไปในขุยมะพร้าวด้วยนำถุงขุยมะพร้าวที่กรีดแล้วไปประบกับบริเวณที่ควั่นควรให้กิ่งอยู่ตรงกลางถุงมากที่สุด แล้วใช้เชือกหรือลวดรัดถุงขุยมะพร้าวติดกับกิ่งให้แน่น อย่าให้โยกหรือคลอนได้เพราะจะทำให้รากขาด ทิ้งเอาไว้ประมาณ 3-5 สัปดาห์ รากก็จะงอกออก รอจนรากป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ๆ แล้วจึงบากเตือนทิ้งไว้อีกประมาณ 1 สัปดาห์ จึงตัดไปชำเพื่อรอการปลูกต่อไป

1. กิ่งที่จะตอนควรเป็นกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไปทำการบากกิ่งโดยรอบทั้งบนและล่าง

2. ลอกเอาเปลือกออกแล้วใช้มีดขูดเอาเยื่อเจริญออกให้หมดโดยขุดจากบนลงล่าง

3. นำถุงบรรจุขุยมะพร้าวมาฝ่าตามยาว

4.นำไปประกบกับรอยแผลที่ควั่นเอาไว้ แล้วรัดให้แน่นอย่าให้โยกหรือคลอนได้  รอจนแตกรากดีแล้วจึงบากเตือนไว้ก่อนแล้วจึงตัดไปปลูกต่อไป

การตัดชำ

การตัดชำคือการนำเอาส่วนของพืชที่มีความสามารถในการเกิดรากและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ มาไว้ในสภาพวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้ส่วนของพืชเหล่านั้นเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ต่อไป การขยายพันธุ์โดยการปักชำนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ
     1. การตัดชำกิ่งหรือลำตัน คือการนำเอาส่วนของกิ่งและลำต้นพืชมาปักชำไว้ในวัสดุเพาะชำที่มีสภาพเหมาะสม แก่การเกิดรากและเจริญเติบโตกิ่งที่จะชำนั้นต้งเป็นกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป นำมาตัดให้เป็นท่อนยาวประมาณ 6-8 นิ้ว ตัดใต้ตาลงมาเล็กน้อยและให้รอยแผลเป็นรูปปากฉลาม เอียงทำมุมประมาณ 45 องศา กิ่งพันธุ์ตัดมานั้นควรมีตาติดมาด้วยอย่างน้อย 2-3 ตา ลิดใบออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำ เสร็จแล้วจึงนำไปชำ วัสดุที่ใช้ในการปักชำได้แก่ ทรายผสมขี้เถ้าแกลบหรืออาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ในการปักชำจะต้องปักให้เอีย 45 องศา คอยดูแลอย่าให้แห้งหรือแฉะจนเกินไป ถ้าต้องการให้ออกรากเร็จจะใช้ฮอร์โมนเร่งรากช่วยก็ได้ รอจนกระทั่งกิ่งชำแตกรากและเจริญเติบโตดีแล้ว จึงย้ายไปชำเพื่อรอการปลูกต่อไป

1. กิ่งที่จะชำควรเป็นกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไปตัดให้เป็นท่อน ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว ริดใบออกบ้าง พร้อมทั้งเฉือนกิ่งให้เป็นรูปปากฉลามเอียงทำมุมประมาณ 45 อาศา

2. นำไปปักชำในวัสดุที่เตรียมไว้ กรปักจะต้องปักให้เอียงทำมุม 45 อาศา

3. รดน้ำให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลารอจนกิ่งชำแตกยอดและรากดีแล้วจึงย้ายไปปลูกต่อไป

2. การตัดชำใบ
การตัดชำใบนิยมใช้กับพืชที่หายาก มีราคาแพงและมีใบหนา การตัดชำใบนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ คือ
1. การตัดชำแผ่นใบ นิยมใช้กับพืชที่มีใบหนา แข็งและอวบน้ำ เช่น กุหลาบหิน โคมญี่ปุ่นและลิ้นมังกร เป็นต้น ใบที่จะใช้ในารปักชำนั้นจะต้องแก่และหนาพอสมควร ในกรณีที่ปักชำลิ้นมังกรโดยนำแผ่นใบมาตัดตามขวางให้เป็นท่อนยายท่อนละ 3-5 นิ้ว การตัดให้ตัดเสียงแล้วนำไปปักชำในวัสดุเพาะชำ ซึ่งได้แก่ ทรายผสมถ่านแกลบหรือจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้โดยปักให้ลึกประมาณ 3 ใน 4 ส่วน ของความยาว รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ไม่นานต้นอ่อนก็จะโผล่ขึ้นมา ส่วนโคมญี่ปุ่นและกุหลาบหินเพียงแต่นำใบที่แก่และอวบมาวางให้หงายบนวัสดุชำแล้วกดใบให้แนบกับวัสดุชำ รดน้ำให้ชุมชื้นอยู่เสมอ ประมาณ 15-20 วัน ต้นอ่อนก็จะเกิดขึ้นมาตามรอยหยักของขอบใบ
การตัดชำแผ่นใบ

1. เลือกเอาใบที่แก่และหนาพอสมควรมา 1 ใบ

2. นำมาตัดให้เป็นท่อนยวท่อนละประมาณ 3 – 5 นิ้ว

3. นำไปปักชำในวัสดุชำและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ไม่นานก็จะเกิดต้นอ่อนและเกิดรากสามารถย้ายไปปลูกได้

2. การตัดชำส่วนของใบ นิยมใช้กับพืชที่มีใบใหญ่และใบอวบน้ำ เช่น บีโกเนีย โดยการตัดแบ่งใบออกเป็นส่วน ๆ ส่วนมากจะใช้ประมาณ 3-5 ส่วน ตัดขอบใบทิ้งบ้าง ส่วนของใบที่ตัดแบ่งมานั้นจะต้องมีเส้นใบติดมาด้วย นำไปปักชำในรายผสมกับถ่านแกลบอัตรา 1:1 ในการปักชำจะต้องเอาส่วนโคนของใบปักลงรดน้ำให้ชุ่ม แล้วหุ้มด้วยพลาสติกหรือใช้แผ่นกระจกปิดภาชนะชำเอาไว้ นำไปวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดรำไร รอจนกว่าจะเกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นมาจึงย้ายไปชำเพื่อรอการปลูกต่อไป

การตัดชำส่วนของใบ

1. ตัดใบออกเป็นส่วน ใบหนึ่งจะได้ประมาณ 3-5 ส่วน  แต่ละส่วนต้องมีเส้นใบติดมาด้วย

2. ใช้มีดตัดแต่งส่วนของใบที่ตัดออกมาให้ดูเรียบร้อย

3.นำไปชำในวัสดุที่เตรียมไว้รดน้ำให้ชุ่ม แล้วหาแผ่นพลาสติกหรือแผ่นกระจกปิดทับอีกทีรอจนเกิดเป็นต้นใหม่แล้วจึงย้ายไปปลูกต่อไป

การตัดชำใบที่มีตาติด

1. ตัดกิ่งที่แก่พอสมควรต้องมีใบและมีตาติดมาด้วย

2. กิ่งที่ตัดออกมาควรยาวประมาณ 2 นิ้ว

3. นำไปปักชำในวัสดุชำและจะต้องให้ตาลอยอยู่เสมอกับวัสดุชำเพื่อกันไม่ให้ลมพัดใบยางล้มควรหาหลักไม้มาปักตรึงเอาไว้

4. การตัดชำก้านใบ นิยมใช้กับพืชพวก กล๊อกซิเนีย เปบเปอร์โรเมีย และอัฟริกันไวโอเลต เป็นต้น โดยเลือกใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ตัดใบให้มีก้านติดมาด้วย ยาวประมาณ 2 นิ้ว นำไปปักชำในวัสดุชำโดยใช้ทรายและถ่านแกลบ ลึกประมาณ 1 – 1.5 นิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 6 สัปดาห์

การตัดชำก้านใบ

1. เลือกใบที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป ตัดก้านใบที่ยาวเกินไปออกให้เหลือความยาว ประมาณ 2 นิ้ว

2. นำใบปักชำในวัสดุชำรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ

3. รอจนเกิรากและต้นใหม่แล้วจึงย้ายไปปลูกต่อไป

การตัดชำราก

การตัดชำราก เป็นการตัดชำที่นิยมทำกันน้อยกว่าการตัดชำกิ่งและใบ เพราะสามารถทำได้กับพืชบางชนิดเท่านั้น เช่น สน แคแสด สายรุ้งและเข็ม เป้นต้น รากที่จะนำมาตัดชำนั้น จะต้องเป็นรากที่สมบูรณ์ไม่มีโรคและแมลงรบกวน รากที่จะนำมาชำควรมีขนาดไมม่เกินครึ่งนิ้ว ตัดให้เป็นท่อน ยาวท่อนละประมาณ 7-8 ซ.ม. นำไปชำในทรายผสมถ่านแกลบ อัตราส่วน 1 : 1 วางให้นอนลง ให้ปลายรากอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านโคนรานั้นให้อยู่สูงกว่าโดยให้อยู่เสมอกับผิดของวัสดุปลูก กลบด้วยวัสดุปลูกให้หนาประมาณ 1 นิ้ว ดูแล รดน้ำให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ประมาณ 45 – 60 วัน ต้นอ่อนก็จะโผล่ขึ้นมารอจน แตกรากดีแล้วจึงย้ายไปปลูกต่อไป (ตามปรกติการตัดชำรากนี้จะเกิดต้นอ่อน ขึ้นมาก่อน แล้วจึงจะเกิดรากตามมาที่หลัง)

การแยกหน่อ

การแยกหน่อนี้ เป็นการขยายพันธุ์ สำหรับพืชที่มีหน่อหรือมีลำต้นอยู่ใต้ดิน โดยทั่วไปนิยมแยกหน่อที่มีขนาดเล็ก ที่เกิดอยู่รอบ ๆ ต้นแม่ การแยกหน่อเป็นการขยายพันธุ์ที่ไม่ยาก แต่จะต้องอาศัยความระมัดระวังในการขุดหรือตัดแยก คืออย่าให้หน่อที่แยกออกมานั้นหักหรือช้ำเป็นอันขาด และต้องให้มีรากติดมาด้วยเสมอ พืชที่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้ ได้แก่ พืชตระกูลหมาก ตระกูลปาล์มและตระกูลกล้วย เป็นต้น

การดูแลไม้ดอกไม้ประดับในฤดูหนาว

2 ก.พ.

นายโอฬาร พิทักษ์ หัวหน้ากลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงการดูแลไม้ดอกไม้ประดับในฤดูหนาวว่า โดยทั่วไปในช่วงฤดูหนาว จะเป็นช่วงที่อากาศแห้ง หรือมีความชื้นในอากาศต่ำ ไม้ดอกเขตร้อนบางชนิดจะเข้าสู่ระยะพักตัว เช่น ปทุมมา และกระเจียว บางชนิดให้ดอกน้อยลง เช่น กล้วยไม้ ธรรมรักษา และขิงแดง ส่วนไม้ดอกเขตหนาวจะเจริญเติบโตได้ดี เช่น กุหลาบ เบญจมาศ เยอบีร่า แกลดิโอลัส และจะมีสีเข้มกว่าไม้ดอกในฤดูอื่น ๆ

การให้น้ำ ควรรดน้ำให้ถี่ขึ้น โดยเว้นช่วง ให้ผิวดินแห้งบ้างเล็กน้อย เพื่อให้รากพืชได้อากาศ และควรคลุมแปลง ด้วยวัสดุคลุมแปลง เช่น ฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว เพื่อรักษาคามชื้นในดิน ไม้ดอกไม้ประดับส่วนมาก ต้องการความชื้นในอากาศประมาณ 70% เพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ดังนั้นการเพิ่มความชื้นในอากาศจะช่วยให้ไม้ดอกไม้ประดับให้ผลผลิตดีขึ้น ซึ่งทำได้โดยการให้น้ำแบบฝนโปรย (สปริงเกิล) หรือการพ่นหมอก

การให้ปุ๋ย ไม้ดอกไม้ประดับในช่วงฤดูหนาว จะแตกต่างกับการให้ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน ซึ่งในช่วงฤดูฝนจะให้ปุ๋ยบ่อยครั้ง แต่ในช่วงฤดูหนาว ต้องให้ปุ๋ยด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากหากให้ปุ๋ยเป็นประจำ โดยเฉพาะปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยมีโอกาสสะสมอยู่ในดินเป็นปริมาณมาก ทำให้เกิดสภาพดินเค็ม ในระยะนี้ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพดิน หากพบว่าดินเริ่มเค็ม ให้ลดปริมาณปุ๋ยเคมีลง หรือให้ปุ๋ยพร้อมกับน้ำแทนการให้ปุ๋ยเม็ด และรดน้ำในปริมาณที่มากกว่าเดิม.

ข้อมูลจาก :
น.ส.พ.เดลินิวส์

โรค แมลงและการป้องกันกำจัด

2 ก.พ.

    ปัญหาในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับ นอกเหนือจากการขาดปัจจัยในการดำรงชีวิต ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาในเรื่องของโรงและแมลงนี้เอง ถ้าหากมองกันอย่างผิวเผินแล้วดูเหมือนว่าดรคและแปลงนั้น ไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรนัก แต่การมองข้ามปัญหาในเรื่องนี้ไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ประดับได้ ไม้บระดับที่ปลูกเลี้ยงกันอยู่รอบ ๆ บ้านหรือภายนอกอาคารนั้น ส่วนมากจะเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดและอุณหภูมิสูง จึงทำให้ผู้ปลูกเลี้ยงส่วนใหญ่คิดกันเอาเองว่า ไม้ประดับที่ปลูกอยู่กลางแจ้งนั้นจะต้องมีความทนทางต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเข้าใจที่ผิด ๆ และสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือความเสียหายที่เกิดจากโรคและแปลง ซึ่งจะขอกล่าวแต่พอสังเขปดังต่อไปนี้ คือ

ความเสียหายที่เกิดจากเชื้อโรค

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเชื้อโรคนี้ มักจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ และอาการที่แสดงออกก็จะแตกต่างกันไปตามเชื้อสาเหตุ ถ้าผู้ปลูกเลี้ยงไม่เป็นคนเจ้าสังเกต ก็มักจะไม่พบอาการเริ่มต้น ซึ่งเป็นอาการที่รักษาได้ง่ายกว่า อาการที่ระบาดแล้ว เชื้อโรคที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายแกไม้ประดับและที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไป มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภพ คือ

เชื้อรา เชื้อรานั้นมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ สามารถที่จะเข้าทำลายพืชได้เกือบทุกชนิด เมื่อมันอยู่ในภาวะที่เหมาะสม อาการของพืชที่ได้รับเชื้อราเข้าไปจะแสดงอาการให้เห็นเมื่อได้รับความชื้น โดยเฉพาะในพืชที่กำลังเจริญเติบโตหรือกำลังงอกออกจากเมล็ดใหม่ ๆ อาารที่พบดดยทั่วไปคือ จะมีรอยฉ่ำ น้ำเน่า เหี่ยว ถ้ามีอาการมากก็จะถึงตายได้ ไม้ประดับที่ปลูกในสภาพที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสูง มีโอกาสที่จะถูกทำลายจากเชื้อราได้ง่ายที่สุด การป้องกันกำจัดนั้นทำได้โดยกรควบคุมธรรมชาติและการใช้สารเคมี เช่นแคบแทนและไดโนแคป ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

เชื้อไวรัส โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่รักษาได้ยากมากส่วนใหญ่มักจะตัดส่วนที่เป็นโรคหรืออาจทำลายทั้งต้น โดยการเผาก็ได้ อาการที่พบอยู่บ่อย ๆ คือ อาการที่ใบและลำต้น จะมีจุดเขียวคล้ำ ในหงิกงอหรือใบด่าง มีผลทำให้เนื้อเยื่อในส่วนที่ถูกทำลาย ค่อย ๆ ตายลงที่ละน้อย การเข้าสู่พืชของเชื้อไวรัส จะอาศัแปลงปากดูด เพลี้ยต่างๆ หรือบางครั้งอาจติดมากับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ได้

เชื้อแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ การรักษาส่วนมกมักจะไม่ทันการณ์ เพราะเชื้อจะพร่เข้าไปตามท่าน้ำและท่ออาหารของพืช ทำให้มีผลต่อทุกส่วนของพืช การหาทางป้องกันดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการสร้างสภาวะให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและควรทำลายต้นพืชที่ได้รับเชื้อเข้าไป โดยการเผาทำลายทั้งต้น อย่าทำลายเพียงเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด

ความเสียหายที่เกิดจากแมลง

แมลงที่ทำความเสียหายให้แกต้นไม่นั้น สามารถที่จะแยกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ แมลงปากกัด และแมลงปากดูด
แมลงปากกัด การทำลายของแมลงจำพวกนี้ จะแสดงอาการให้เห็นอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีที่เข้าทำลายใบ จะทำให้ใบขาดแหว่งหรือเป็นรูพรุนเต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากจำนวนของแมลงที่เข้าทำลายมีมากและกัดกินใบจนหมด พืชจะชงักการเจริญเติบโต แคระแกรน ส่วนแมลงปากกัดบางชนิดที่เข้าทำลายดดยการกัดแทะที่เปลือก ซึ่งส่วนนี้จะทำลายท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้พืชเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำขาดอาหาร และอาจตายในเวลาต่อมา แมลวจำพวกนคือ ด้วง หนอนเจาะสมอ ตั๊กแตนและยังมีหอยทากและทากที่คอยทำลายเปลือกของต้นไม้อีกด้วย การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้น อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน อโซดรินหรือไดอาซินอน ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

แมลงปากดูดการเข้าทำลายของแมลงปากดูด ในพืชนั้นจะเข้าทำลายในส่วนของใบ บางชนิดจะทำลายทั้งต้น ยอดและดอก โดยการดูดกินน้ำเลี้ยง ความเสียหายจากการทำลายจะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าไม่สังเกตุให้ดีมักจะไม่พบอาการเริ่มแรก ที่แมลงพวกนี้เข้าทำลาย พืชที่ถูกทำลายจะมีกาการแคระแกรน ใบหงิกงอและตายในที่สุด แมลงในกลุ่มนี้ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแมงมุมแดง และแมลงหวี่ขาว เป็นต้น การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้ อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน ไดอาซินอนหรืออโซดรินฉีดพ่นก็ได้ หรืออาจใช้ยาดูดซึมก็ได้ โดยใช้ไซกอนละลายน้ำรดให้ทั่วโคนต้น ตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก ในการใช้สารเคมีหรือการ้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น ผู้ใช้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสารเคมีที่ใช้นั้น บางชนิดมีผลต่อร่างกายของมนุษย์สูงมาก เพราะฉะนั้นผู้ใช้จะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำ ที่ระบุไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

 

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.